สมุนไพรไทยกับมะเร็ง คุยกับหมอแผนไทยในโรงพยาบาล

โภชนาการ

สมุนไพรไทยกับมะเร็ง คุยกับหมอแผนไทยในโรงพยาบาล

ในยุคที่การแพทย์ก้าวหน้า แพทย์แผนไทยได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในโรงพยาบาลยุคใหม่ พบกับคุณหมอผู้ผสานภูมิปัญญาไทยกับวิทยาศาสตร์ พร้อมไขข้อข้องใจเรื่องสมุนไพรและข้อควรระวัง.

ในโลกที่การแพทย์แผนปัจจุบันก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ใครจะคิดว่า “ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย” จะกลับมามีบทบาทสำคัญในโรงพยาบาลยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม ไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพเบื้องต้นตามชุมชน แต่เป็นการทำงานร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างใกล้ชิด เพื่อเติมเต็มมิติการดูแลผู้ป่วยให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น วันนี้เราได้รับเกียรติพิเศษให้พูดคุยกับ แพทย์หญิงปิยะนุช สุขสวัสดิ์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ผู้มากประสบการณ์ ที่ประจำการอยู่ที่คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอจะพาเราไปสำรวจโลกของสมุนไพรไทยที่มีงานวิจัยรองรับ และไขข้อข้องใจสำคัญเรื่องสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยาเคมีบำบัด

เรานั่งลงตรงข้ามกับแพทย์หญิงปิยะนุช ในห้องตรวจที่ดูอบอุ่นและผ่อนคลาย ต่างจากภาพลักษณ์คลินิกแพทย์แผนปัจจุบันทั่วไป กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะจมูก เธอต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร

“หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับการเห็นแพทย์แผนไทยทำงานในโรงพยาบาลนะคะ แต่จริงๆ แล้วบทบาทของเรามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และการใช้สมุนไพรอย่างมีเหตุผลและมีหลักฐานรองรับ”

สมุนไพรไทย...ไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่มีวิทยาศาสตร์รองรับ

เมื่อพูดถึงสมุนไพรไทย หลายคนอาจนึกถึงตำรับยาโบราณที่สืบทอดกันมา แต่แพทย์หญิงปิยะนุชย้ำว่า ในยุคปัจจุบัน การใช้สมุนไพรต้องอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย

ขิง: ฮีโร่บรรเทาอาการคลื่นไส้

“สมุนไพรตัวแรกที่อยากพูดถึงคือ ขิง ค่ะ” แพทย์หญิงปิยะนุชเริ่มต้น “ขิงไม่ได้มีดีแค่ทำให้อาหารอร่อยขึ้นนะคะ แต่มีฤทธิ์ทางยาที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ทั้งจากอาการแพ้ท้อง เมารถ เมาเรือ หรือแม้กระทั่งผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดบางชนิด”

“มีงานวิจัยหลายชิ้นรองรับว่าสารสำคัญในขิง เช่น จินเจอร์รอล (Gingerols) และโชกะออล (Shogaols) มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่กระตุ้นการอาเจียน และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบได้อีกด้วยค่ะ แต่ต้องเน้นย้ำว่า แม้จะมีงานวิจัยรองรับ แต่การใช้ขิงในปริมาณสูง โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะขิงก็มีฤทธิ์ลดการแข็งตัวของเลือดได้เช่นกัน”

ขมิ้นชัน: มหัศจรรย์แห่งการต้านอักเสบและอนุมูลอิสระ

ถัดมาคือสมุนไพรสีเหลืองทองที่คุ้นเคยกันดี “ขมิ้นชัน ค่ะ เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่งานวิจัยทางการแพทย์ให้ความสนใจอย่างมาก” แพทย์หญิงปิยะนุชอธิบาย “สารสำคัญที่โดดเด่นคือ เคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด รวมถึงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ และอาการของโรคกระเพาะอาหาร”

“เรามักจะแนะนำขมิ้นชันให้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาการอักเสบเรื้อรัง หรือต้องการสารต้านอนุมูลอิสระเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ก็เหมือนกับสมุนไพรอื่นๆ ค่ะ การใช้ขมิ้นชันในปริมาณสูง อาจส่งผลต่อการทำงานของตับในบางราย และอาจมีผลต่อยาบางชนิดได้ เช่น ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาลดกรด ดังนั้นการปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนปัจจุบันก่อนใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

ใบบัวบก: บำรุงสมอง ฟื้นฟูบาดแผล

และสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด “ใบบัวบก ค่ะ หลายคนรู้จักในฐานะยาแก้ช้ำใน แต่ใบบัวบกมีสรรพคุณที่น่าสนใจกว่านั้นมาก” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สารสำคัญในใบบัวบก เช่น สารกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoids) มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าช่วยในการสมานแผล ลดการอักเสบ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และยังช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง เพิ่มความจำ บรรเทาอาการวิตกกังวลได้อีกด้วย”

“ในโรงพยาบาล เราอาจใช้ใบบัวบกในรูปแบบสารสกัดเพื่อช่วยในการฟื้นฟูบาดแผลหลังการผ่าตัด หรือในผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นเลือดขอด เพื่อช่วยในการไหลเวียนโลหิตค่ะ แต่ก็ต้องระวังในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับ หรือผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อตับ เพราะอาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้นได้”

ข้อควรระวังสำคัญ: เมื่อสมุนไพรปะทะยาเคมีบำบัด

มาถึงประเด็นสำคัญที่แพทย์หญิงปิยะนุชเน้นย้ำเป็นพิเศษ นั่นคือเรื่องปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาเคมีบำบัด

“นี่คือสิ่งที่เรากังวลมากที่สุดค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “สมุนไพรหลายชนิดมีฤทธิ์ทางยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่นเดียวกับยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงและมีผลข้างเคียงสูง การใช้สมุนไพรควบคู่ไปกับยาเคมีบำบัดโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้”

เธออธิบายต่อว่า สมุนไพรบางชนิดอาจไปเสริมฤทธิ์ของยาเคมีบำบัด ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงเกินไป หรือในทางกลับกัน บางชนิดอาจไปลดประสิทธิภาพของยา ทำให้การรักษามะเร็งไม่ได้ผลเท่าที่ควร นอกจากนี้ สมุนไพรบางตัวอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและไต ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดยาออกจากร่างกาย ทำให้ยาเคมีบำบัดสะสมในร่างกายและเป็นพิษได้ง่ายขึ้น

“ยกตัวอย่างง่ายๆ นะคะ สมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ขิง ขมิ้น หรือแม้กระทั่งโสม หากรับประทานพร้อมกับยาเคมีบำบัดบางชนิดที่อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดอยู่แล้ว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้ หรือสมุนไพรบางตัวที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันมากเกินไป ก็อาจไปขัดขวางการทำงานของยาเคมีบำบัดที่ต้องการกดภูมิคุ้มกันเพื่อควบคุมเซลล์มะเร็ง”

“ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามตัดสินใจใช้สมุนไพรใดๆ ด้วยตัวเองเด็ดขาด หากคุณกำลังอยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษา และแพทย์แผนไทยประยุกต์เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าสมุนไพรนั้นปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือลดประสิทธิภาพของยาที่กำลังใช้อยู่”

การแพทย์แบบผสมผสาน: ทางเลือกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ก่อนที่เราจะจากกัน แพทย์หญิงปิยะนุชได้สรุปถึงหัวใจของการแพทย์แบบผสมผสาน

“เป้าหมายของเราคือการดูแลผู้ป่วยให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ การแพทย์แผนไทยไม่ได้เข้ามาแทนที่การแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เข้ามาเป็นส่วนเสริม เติมเต็มในส่วนที่ขาดไป เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีทางเลือกในการดูแลตัวเองมากขึ้น ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด”

การพูดคุยกับแพทย์หญิงปิยะนุชในวันนี้ ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า แพทย์แผนไทยประยุกต์ในโรงพยาบาลสมัยใหม่ ไม่ใช่แค่การกลับมาของอดีต แต่เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีหลักการ ผสานภูมิปัญญาเข้ากับวิทยาศาสตร์ เพื่อดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือ การใช้สมุนไพรอย่างชาญฉลาด ต้องมาพร้อมกับความเข้าใจที่ถูกต้องและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสมอ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

โภชนาการ

Most Popular