ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและภาระหน้าที่ การดูแลสุขภาพมักถูกเลื่อนไปเป็นอันดับท้ายๆ โดยเฉพาะเรื่องการตรวจคัดกรองโรคภัยไข้เจ็บที่หลายคนมองข้ามไปเสียสนิท แต่จะมีอะไรสำคัญไปกว่าการรู้เท่าทันภัยเงียบอย่าง ‘มะเร็ง’ ที่อาจคืบคลานเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว?
วันนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายแพทย์สมชาย รักษาพงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ที่คลินิกอันอบอุ่นของท่าน ซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวังจากผู้ป่วยที่ท่านดูแล คุณหมอสมชายเป็นที่รู้จักในเรื่องความใส่ใจและความเข้าใจผู้ป่วยเป็นอย่างดี ท่านจะมาคลายข้อสงสัยและให้ความกระจ่างถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็ง รวมถึงเล่าเรื่องราวที่น่าประทับใจและเป็นอุทาหรณ์จากประสบการณ์ตรง
ทำไมต้องตรวจคัดกรอง? ทำไมต้องรีบ?
เราเริ่มต้นด้วยคำถามพื้นฐานที่หลายคนสงสัย คุณหมอสมชายยิ้มอ่อนโยนก่อนตอบว่า:
“หัวใจสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งคือ การค้นหาโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ครับ มะเร็งเป็นโรคที่ซับซ้อน แต่ถ้าเราเจอได้เร็ว โอกาสในการรักษาให้หายขาดก็สูงขึ้นมาก การรักษาจะง่ายกว่า เจ็บตัวน้อยกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการเจอในระยะที่ลุกลามแล้วอย่างเทียบกันไม่ได้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราเจอเนื้อร้ายขนาดเล็กๆ ที่ยังไม่แพร่กระจาย การผ่าตัดเอาออกก็อาจจะเพียงพอโดยไม่ต้องทำคีโมหรือฉายแสงเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนมันโตขึ้น แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น การรักษาก็จะซับซ้อนขึ้นมาก และผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นที่น่าพอใจเท่า”
คุณหมอเน้นย้ำว่า การตรวจคัดกรองไม่ใช่แค่การหาโรค แต่คือการ มอบโอกาสครั้งที่สอง ให้กับชีวิต
ใครควรตรวจคัดกรองบ้าง?
คำถามต่อมาคือ แล้วใครล่ะที่ควรจะเดินเข้ามารับการตรวจคัดกรอง คุณหมอสมชายอธิบายว่า มีทั้งกลุ่มคนทั่วไปที่ถึงวัย และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ
“โดยทั่วไปแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งจะมีคำแนะนำตามช่วงอายุและเพศครับ แต่ถ้าคุณมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งบางชนิด มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หนัก มีภาวะอ้วน หรือเคยสัมผัสสารเคมีอันตราย เหล่านี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ”
คุณหมอสมชายได้ยกตัวอย่างมะเร็งสำคัญๆ ที่มีการตรวจคัดกรองที่เป็นมาตรฐาน:
- มะเร็งเต้านม: แนะนำผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านมทุก 1-2 ปี หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรเริ่มตรวจเร็วขึ้น
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก: แนะนำผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ทุก 10 ปี หรือตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระทุกปี หากมีประวัติครอบครัวหรืออาการน่าสงสัย ควรตรวจเร็วกว่านั้น
- มะเร็งปากมดลูก: แนะนำผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรตรวจคัดกรองด้วยวิธี Pap Smear หรือ HPV DNA Test ทุก 3-5 ปี
- มะเร็งปอด: สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือเลิกสูบมาไม่นาน แนะนำการตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT scan ปอดเป็นประจำ
- มะเร็งต่อมลูกหมาก: สำหรับผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจเลือดหาค่า PSA และตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก หากมีประวัติครอบครัวอาจเริ่มตรวจเร็วขึ้น
“สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้มีอาการ ครับ” คุณหมอเน้น “เพราะเมื่อมีอาการแล้ว มักจะหมายถึงโรคอยู่ในระยะที่ลุกลามไปมากแล้ว”
ตรวจเมื่อไหร่? ตรวจอย่างไร?
เราถามต่อถึงช่วงเวลาและวิธีการตรวจที่เหมาะสม คุณหมอสมชายอธิบายว่า ตารางการตรวจคัดกรองจะแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง และปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล
“โดยทั่วไปแล้ว ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะเจาะจง แพทย์จะแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุที่กำหนด เช่น แมมโมแกรมเต้านมสำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งตั้งแต่ตอนอายุน้อย แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มตรวจเร็วขึ้น 5-10 ปี ก่อนอายุที่ญาติคนนั้นเป็น”
สำหรับวิธีการตรวจนั้น คุณหมออธิบายว่า แต่ละชนิดของมะเร็งมีวิธีการตรวจที่แตกต่างกันไป:
- มะเร็งเต้านม: นอกจากคลำเต้านมด้วยตัวเองแล้ว การทำแมมโมแกรมร่วมกับอัลตราซาวด์เต้านมเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง
- มะเร็งลำไส้ใหญ่: การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะสามารถตัดติ่งเนื้อที่อาจกลายเป็นมะเร็งออกได้ทันที นอกจากนี้ยังมีวิธีตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระซึ่งทำได้ง่าย แต่ความแม่นยำต่ำกว่า
- มะเร็งปากมดลูก: การตรวจ Pap Smear หรือ HPV DNA Test โดยการเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกไปตรวจ เป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมหาศาล
- มะเร็งปอด: สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง การทำ Low-dose CT scan ปอด เป็นวิธีที่แม่นยำในการตรวจหามะเร็งปอดระยะเริ่มต้น
“สิ่งสำคัญคือ การปรึกษาแพทย์ ครับ” คุณหมอเน้นย้ำ “เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและแนะนำแผนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุด อย่าเพิ่งคิดเองว่าเราไม่เป็นอะไร”
เคสที่หมอจำไม่ลืม: บทเรียนจากชีวิตจริง
เมื่อถึงช่วงที่คุณหมอจะเล่าถึงเคสที่น่าจดจำ รอยยิ้มของคุณหมอจางลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรอง
“มีเคสหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจครับ เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 45 ปี เธอเป็นคุณครู มีลูกเล็ก 2 คน ที่บ้านมีประวัติคุณแม่เป็นมะเร็งเต้านม แต่เธอเองก็ยุ่งกับงานและเลี้ยงลูกจนไม่มีเวลาไปตรวจสุขภาพเลย จนกระทั่งเพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งอายุเท่ากันและตรวจคัดกรองประจำ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ทำให้เพื่อนต้องเข้ารับการรักษา แต่ด้วยความที่เจอเร็ว เธอหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ
เพื่อนคนนั้นคะยั้นคะยอคุณครูคนนี้ให้ไปตรวจให้ได้ ด้วยความกลัวและไม่อยากทำให้เพื่อนเสียใจ เธอจึงยอมไปตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ผลปรากฏว่า พบก้อนเนื้อขนาดเล็กมาก ซึ่งยังคลำไม่พบและไม่มีอาการอะไรเลย
เราทำการผ่าตัดออกและตรวจชิ้นเนื้อ ก็พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นมากๆ เพียงระยะ 0 หรือ 1 เท่านั้น ซึ่งเป็นระยะที่รักษาหายขาดได้เกือบ 100% เธอแทบไม่ต้องทำคีโมหรือฉายแสงเลยด้วยซ้ำ
คุณครูท่านนี้กลับมาหาผมด้วยน้ำตาคลอเบ้า เธอขอบคุณผมและเพื่อนของเธอไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอพูดว่า ‘หมอคะ ถ้าหนูไม่ยอมมาตรวจวันนี้ หนูอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่ดูหน้าลูกๆ เติบโตขึ้นไปก็ได้’ เสียงของเธอสะท้อนความรู้สึกผิดหวังในตัวเองที่เคยละเลย แต่ก็เต็มไปด้วยความโล่งใจและสำนึกในบุญคุณที่ได้รับโอกาส
เคสนี้ทำให้ผมตระหนักเสมอว่า การตรวจคัดกรองไม่ได้แค่ช่วยชีวิตคนไข้คนเดียว แต่มันช่วยรักษา ความสุขของทั้งครอบครัว ไว้ด้วย และบางครั้ง การผลักดันจากคนรอบข้างก็สำคัญไม่แพ้ความตระหนักรู้ของตัวเราเองครับ”
คำแนะนำจากใจหมอ
ก่อนจะจากกัน คุณหมอสมชายฝากข้อคิดที่น่าสนใจไว้ว่า
“อย่ากลัวการตรวจคัดกรองครับ การรู้เร็วย่อมดีกว่าการไม่รู้เลย การตรวจคัดกรองไม่ได้เป็นการ ‘หาโรค’ แต่เป็นการ ‘หาความหวัง’ และ ‘หาโอกาส’ ที่จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข
สุขภาพของเรามีค่ามากกว่าสิ่งใด การจัดสรรเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อไปพบแพทย์และรับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ลองคุยกับคนในครอบครัว เพื่อนฝูง ชวนกันไปตรวจคัดกรอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิตและคนที่คุณรักนะครับ”
คำพูดของคุณหมอสมชายสะท้อนถึงหัวใจของงานที่ท่านทำได้เป็นอย่างดี การตรวจคัดกรองมะเร็งไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือประตูบานแรกสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพยิ่งขึ้น ขอเพียงแค่เรากล้าที่จะเปิดมันออก.












